ลูกๆ และชีวิตครอบครัว

วัยเด็ก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และ หน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก

Fem barn sammen Barn som leker Barn i vinterlek

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติมีข้อกำหนดที่ระบุสิทธของเด็กๆ ทั้งหมด อนุสัญญาได้รับการอนุมัติในค.ศ.1989 และลงนามโดยนอร์เวย์ในค.ศ. 1991 กฎหมายนี้นำไปใช้กับเด็กและคนหนุ่มสาวที่อายุไม่เกิน 18 ปี และอธิบายความรับผิดชอบของพ่อแม่เกี่ยวกับลูกและสิทธิของลูกเกี่ยวกับพ่อแม่

ต่อไปนี้เป็นข้อกำหนดที่สำคัญที่สุด 2 – 3 ข้อ:

  • เมื่อมีเด็กเกิด หมอหรือหมอตำแยจะต้องรายงานการเกิดต่อสำนักงานทะเบียนประชากรแห่งชาติ ต้องมีชื่อของแม่และพ่อของเด็กและระบุว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันหรือไม่ ถ้าเด็กเกิดโดยไม่มีหมออยู่หรือแม่อยู่บนยานพาหนะ แม่จะต้องแจ้งการเกิด
  • กล่าวโดยทั่วไป พ่อแม่มีความรับผิดชองขั้นตั้นสำหรับลูกและลูกมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและใส่ใจจากพ่อแม่
  • เป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ที่ต้องจัดเตรียมให้ลูก ซึ่งหมายความว่าพ่อแม่ต้องแน่ใจว่าลูกได้รับอาหาร เสื้อผ้าและสิ่งอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตที่ดี หน้าที่นี้คือการให้การสนับสนุนต่อเนื่องจนกระทั่งลูกมีอายุ 18 ปี พ่อแม่ยังคงต้องสนับสนุนลูกจนกระทั่งลูกจบมัธยมปลาย แม้ว่าลูกจะมีอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม
  • พ่อแม่ต้องให้การอบรมสั่งสอนที่ดีแก่ลูกและแสดงออกถึงการสนใจและความต้องการของลูกอยู่เสมอ พระราชบัญญัติพ่อแม่และลูกห้ามใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูลูก การใช้ความรุนแรงที่ร้ายแรงหรือรูปแบบการข่มเหงอื่นเป็นการกระทำที่เป็นอาชญากรรมและเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์เด็กสามารถเข้ามาขัดขวางเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการข่มเหงได้
  • พ่อแม่มีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องตัดสินใจเรื่องส่วนตัวของลูกเมื่อลูกไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ หลักการสำคัญของพระราชบัญญัติพ่อแม่และลูกคือพ่อแม่ควรเติมความสำคัญในความเห็นของลูกให้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลูกโตขึ้น ลูกต้องมีสิทธิในการตัดสินใจอย่างอิสระเพิ่มมากขึ้นเมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่ ลูกที่อายุ 7 ปี มีสิทธิให้ความเห็นของเธอหรือเขาก่อนที่พ่อเม่จะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวที่ลูกมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย กฎหมายกำนหดว่า เมื่อลูกอายุ 2 ปี ความสำคัญเพิ่มขึ้นตอ้งถูกเพิ่มเข้าไปในความเห็นของลูก
  • แม้ว่าลูกอายุ 15 ปีจะมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาและเข้าร่วมและออกจากองค์กร ตัวอย่างเช่น นีหมายความว่าคนหนุ่มสาวอาจตัดสินใจในเรื่องประเภทการศึกษาระดับมัธยมปลายที่พวกเขาต้อกงารสมัคร พี่อแม่และคนหนุ่มสาวอาจปรึกษาหารือกันในสิ่งนี้ และพ่อแม่มักให้คำแนะนำแก่ลูก แต่สุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจของคนหนุ่มสาว คนหนุ่มสาวยังสามารถตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมองค์กรทางการเมือง ชุมชนทางศาสนา หรือองค์กรอื่นๆ หรือไม่
  • พ่อแม่ต้องแน่ใจว่าลูกเข้าเรียนโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา (ภาคบังคับ) และได้รับการศึกษาตรงกับความสามารถและความสนใจของเขาหรือเธอ
  • ลูกมีสิทธิที่จะใช้เวลากับพ่อแม่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแยกกันอยู่ก็ตาม
  • ในประเทศนอร์เวย์ มีการบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 18 ปี กล่าวคือ บุคคลที่มีอายุมากพอในการที่จะทำข้อตกลงทางกฎหมายได้ และมีการควบคุมการเงินของตนเองได้ ไม่ต้องให้พ่อแม่รับผิดชอบอีกต่อไป

หน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในประเทศนอร์เวย์

การเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน อุปการะเลี้ยงดูบุตร เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองทุกคน   แต่ถ้าผู้ปกครองต้องการความช่วยเหลือในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หรือระยะยาว เช่น เนื่องจากตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ลำบาก  หน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก สามารถให้การช่วยเหลือเด็กและผู้ปกครองในสถานการณ์ดังกล่าวได้

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละเขตเทศบาล (คอมมูนเนอร์) จะมีหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก  ซึ่งปฏิบัติงาน อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก กฎหมายนี้ให้การคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กทุกคนที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศนอร์เวย์ โดยไม่คำนึงถึงเผ่าพันธุ์  สัญชาติ หรือ เชื้อชาติ

ยึดถือหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก

หน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก จะให้ความช่วยเหลือโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ  ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายนอร์เวย์ที่บังคับใช้กับทุกคนที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์  ที่ได้กำหนดสิทธิพื้นฐานของเด็กแต่ละคนไว้ว่า  เด็กมีสิทธิในการมีชีวิต มีสิทธิที่จะมีการพัฒนาการ มีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย  และมีสิทธิในการมีส่วนร่วม

หน้าที่หลักของหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก

ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน

บริการของหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก จะให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัว เมื่อผู้ปกครองตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจให้การอุปการะเลี้ยงดูกับเด็ก  หรืออบรมสั่งสอน  ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม  การช่วยเหลืออาจเป็นในรูปของการให้คำปรึกษา คำแนะนำ หรือช่วยให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ  เข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาล หรือ การใช้บริการของฝ่ายนันทนาการของโรงเรียนที่ดูแลเด็กนักเรียนก่อนและหลังเวลาเรียน (SFO)   ซึ่งจากจำนวน 9 ใน 10 ครอบครัว ที่ขอรับการบริการและความช่วยเหลือจากหน่วยงานฯ   สมัครใจให้หน่วยงานฯ เข้าไปช่วยเหลือที่บ้านของตน

สามารถเข้าแทรกแซงอำนาจการปกครองของบิดามารดาได้ ถึงแม้ว่าบิดามารดาจะไม่ต้องการ 

โดยหลักการทั่วไปถือว่า เด็กสมควรที่จะเติบโตและอยู่ร่วมกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ในครอบครัวของตนเอง       แต่กฎหมายกำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถให้การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในกรณีที่มีเหตุจำเป็น      ตัวอย่างเช่น กรณีที่เด็กถูกกระทำอย่างรุนแรง หรือถูกละเลยในการดูแลอย่างร้ายแรง  ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการของรัฐเพื่อสวัสดิการเด็กและกิจกรรมทางสังคม ซึ่งมีสถานภาพเทียบเท่ากับศาล จะเป็นผู้พิจารณาใช้มาตรการแยกเด็กออกจากบ้าน โดยที่ไม่ต้องรับการยินยอมจากบิดามารดา

กระบวนการและขั้นตอนในการร้องขอความช่วยเหลือ                                                                               

กระบวนการส่วนใหญ่จะเริ่มจากการที่ผู้ปกครองเป็นผู้ติดต่อและร้องขอความช่วยเหลือ   ในบางครั้งหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก จะได้รับการแจ้งมาจาก สถานีอนามัยหรือสาธารณสุข โรงพยาบาล โรงเรียน โรงเรียนอนุบาล เพื่อนบ้าน หรือผู้ที่ห่วงใยต่อสวัสดิภาพของเด็ก   โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่มีความส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กโดยตรง หากพบเห็นว่ามีการทำร้ายเด็กไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ จะต้องแจ้งให้หน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กทราบ ซึ่งทางหน่วยงานฯ  จะทำการพิจารณา และสืบสวนการร้องเรียน โดยจะติดต่อสอบถามไปยังผู้ปกครองและเด็ก และแจ้งให้ทราบถึงเรื่องการร้องเรียน

เด็กและผู้ปกครองจะติดต่อกับหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กได้อย่างไร?

ทุกเทศบาลเมืองจะมีหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ซึ่งเปิดทำการทุกวันในเวลาราชการ สำหรับช่วงเวลาเย็น /กลางคืน และในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เด็กหรือผู้ที่เป็นห่วงเด็ก สามารถโทรติดต่อได้ที่ สายด่วนหน่วยงานเด็กและเยาวชน หมายเลขโทรศัพท์ 116111

ข้อเท็จจริง

เงินสงเคราะห์บุตร

เงินสงเคราะห์บุตร คือการช่วยเหลือกทางการเงินสำหรับเด็กทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในประเทศนอร์เวย์ เงินจำนวนนี้จะใช้ครอบคลุมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการมีบุตร คุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ รวมทั้งการดูจำนวนเงินสงเคราห์บุตร: Nav barnetrygd

ผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด

ผลประโยชน์ที่เป็นเงินสดให้กับเด็กทุกคนที่อายุระหว่าง 1 ถึง 2 ขวบ ที่ไม่ได้ไปโรงเรียนอนุบาลหรือไปเพียงบางวัน ผลประโยชน์ที่เป็นเงินสดนี้ให้เป็นประจำทุกเดือนกับเด็กที่อายุระหว่าง 13 – 23 เดือน จำนวนเงินจะลดลงถ้าเด็กไปโรงเรียนอนุบาลเพียงบางวัน คุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่เป็นเงินสดได้ที่นี่ รวมทั้งดูจำนวนเงิน: Nav kontantstøtte